Privacy Policy

นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทไลฟ แอนด์ ลีฟวิ่ง จำกัด พ.ศ. 2566 · ภาคผนวกแอปพลิเคชัน TIME Stamp มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2569

ประกาศบริษัทไลฟ แอนด์ ลีฟวิ่ง จำกัด เรื่อง นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PRIVACY POLICY) บริษัทไลฟ แอนด์ ลีฟวิ่ง จำกัด พ.ศ. 2566

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อการเก็บรวบรวมใช้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

บริษัทไลฟ แอนด์ ลีฟวิ่ง จำกัด และบริษัทในเครือที่มีอยู่และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ("บริษัท") ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตระหนักถึงหน้าที่และความสำคัญในการปกป้องสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลและความไว้วางใจจากพนักงาน ลูกจ้าง รวมถึงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกบริษัท จึงได้จัดทำนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ("นโยบาย") นี้ขึ้นเพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบของบริษัทต่อการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ("การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล") โดยกำหนดกรอบนโยบายฉบับนี้เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานของบริษัทถือปฏิบัติเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีเนื้อหาสาระดังต่อไปนี้

1. ในประกาศฉบับนี้

อภิธานศัพท์

บุคคล

บุคคลธรรมดา

ข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ

ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว

ข้อมูลที่เป็นเรื่องส่วนบุคคลโดยแท้ของบุคคล แต่มีความละเอียดอ่อนและอาจสุ่มเสี่ยงในการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เช่น เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ ใบหน้า หรือข้อมูลอื่นใดซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนด

คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้น โดยมีหน้าที่และอำนาจกำกับดูแล ออกหลักเกณฑ์ มาตรการ หรือข้อปฏิบัติอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

ผู้ปฏิบัติงาน

พนักงานที่ปฏิบัติงานให้บริษัททุกท่าน และรวมถึงลูกจ้างชั่วคราว และผู้ปฏิบัติงานมีหน้าที่ในฐานะส่วนหนึ่งของบริษัทในการปฏิบัติตามนโยบายนี้และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ผู้ให้บริการภายนอก

หน่วยงานภายนอกที่เป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท ซึ่งปฏิบัติหน้าที่/ได้รับมอบหมายแทนบริษัท

ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลช่วง

บุคคลหรือนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นหรือได้รับมอบหมายโดยผู้ให้บริการภายนอกซึ่งเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท เพื่อให้มีส่วนช่วยหรือสนับสนุนในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

นโยบาย

หลักการเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทกำหนดขึ้นและประกาศใช้ เพื่อให้มีส่วนช่วยหรือสนับสนุนในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

การดำเนินการใด ๆ กับข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การเก็บรวบรวม บันทึก สำเนา จัดระเบียบ เก็บรักษา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ใช้ กู้คืน ส่งต่อ เผยแพร่ โอน รวม ลบ หรือทำลาย

เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัท เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

2. นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

2.1 แหล่งที่มาของข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทเก็บรวบรวม

บริษัทเก็บรวบรวมหรือได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลประเภทต่างๆ จากแหล่งข้อมูลดังต่อไปนี้

1) ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทเก็บรวบรวมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรงในช่องทางให้บริการต่างๆ เช่น ขั้นตอนการสมัคร ลงทะเบียน สมัครงาน ลงนามในสัญญา เอกสาร ทำแบบสำรวจหรือใช้งานบริการหรือช่องทางให้บริการอื่นที่ควบคุมดูแลโดยบริษัท หรือเมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลติดต่อสื่อสารกับบริษัท ณ ที่ทำการหรือผ่านช่องทางติดต่ออื่นที่ควบคุมดูแล เป็นต้น

2) ข้อมูลที่บริษัทเก็บรวบรวมจากการที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเข้าใช้งานเว็บไซต์และ/หรือแอปพลิเคชั่น รวมทั้งการบริการตามสัญญาหรือตามพันธกิจ เช่น การติดตามพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ หรือบริการของบริษัทด้วยการใช้คุกกี้ (Cookies) หรือจากซอฟต์แวร์บนอุปกรณ์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น

3) ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทเก็บรวบรวมจากแหล่งอื่นนอกจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยที่แหล่งข้อมูลดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่หรือมีเหตุผลอันชอบด้วยกฎหมายในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลหรือได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลแล้วในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บริษัท

2.2 ฐานกฎหมายในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทพิจารณากำหนดฐานกฎหมายในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลตามความเหมาะสมและตามบริบทของการให้บริการ

ฐานกฎหมายในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทใช้ ประกอบด้วย

1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล

3) มีความจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น

4) มีความจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของบริษัท

5) มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บริษัท เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญน้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

6) เป็นการปฏิบัติตามระเบียบของบริษัท

7) การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26 บริษัทจะพิจารณากำหนดฐานกฎหมายในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลตามเงื่อนไขที่กำหนดในมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

3. วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล หรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

3.1 เพื่อการทำรายการตามที่ท่านประสงค์ เช่น กรณีท่านลงทะเบียนขอใช้งาน ลงทะเบียนขอรับข้อมูล บริษัทจะจัดเก็บและใช้เฉพาะข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หมายเลขโทรศัพท์เพื่อใช้สำหรับติดต่อ บริษัทจะทำการจัดเก็บและใช้ข้อมูลที่จำเป็นในการทำธุรกรรม

3.2 เพื่อการแก้ไข ปรับปรุง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น การจัดทำแผนการตลาด วิเคราะห์ข้อมูลการใช้ ประเมินการให้บริการ รวมถึงการปรับปรุง พัฒนาผลิตภัณฑ์ การบริการ

3.3 เพื่อติดต่อสื่อสาร แจ้งข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกี่ยวกับนโยบายการดูแลรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

3.4 เพื่อดำเนินการตามสัญญาที่ท่านเป็นคู่สัญญา รวมถึงกับคู่สัญญาที่บริษัทใช้บริการ เช่น แบ่งปันข้อมูลตำแหน่งพื้นที่ของท่าน กรณีบริษัทใช้บริการเพื่อการระบุตำแหน่งพื้นที่ของบุคคลอื่น

3.5 เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย เช่น เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล การศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของท่าน

3.6 เพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ได้แจ้งขณะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน หรือวัตถุประสงค์อื่นที่เกี่ยวข้องกับข้อหนึ่งข้อใดข้างต้น

3.7 เพื่อความจำเป็นในการสแกนใบหน้าสำหรับการยืนยันตัวตนของพนักงาน ซึ่งข้อมูลใบหน้าเป็นข้อมูลชีวภาพตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 บริษัทเก็บเฉพาะจากพนักงาน ได้แก่ รูปใบหน้าอ้างอิงตอนลงทะเบียนใบหน้า และรูปใบหน้าระหว่างตรวจสอบความมีชีวิตเมื่อเข้าสู่ระบบจากอุปกรณ์ใหม่ โดยจะเก็บเมื่อได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งเท่านั้น และพนักงานถอนความยินยอมได้ตามข้อ 9

บริษัทจะไม่ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เว้นแต่ เป็นการใช้หรือเปิดเผยเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ข้างต้น หรือเป็นการเปิดเผยต่อบุคคลในบริษัท หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องตามสัญญา หรือดำเนินการตามกฎหมาย หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล หรือได้รับความยินยอมจากท่าน

4. การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล การส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคล และข้อจำกัดในการนำข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้

บริษัทจะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล นอกเหนือวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่จะเป็นการดำเนินการตามคำสั่งศาล หรือตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบริษัทมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม หรือเป็นการดำเนินการตามข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของบริษัท ในกรณีที่บริษัทต้องส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศนั้น ประเทศปลายทาง หน่วยงานหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอ หรือเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือการปฏิบัติตามสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างบริษัทกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือเป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินการภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ หรือได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนด

กรณีของการเชื่อมโยงหรือการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน บริษัทจะจัดให้มีการเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการจัดทำและครอบครองตามที่หน่วยงานแห่งอื่นร้องขอเท่าที่จำเป็นต่อการบูรณาการข้อมูลร่วมกัน และกำกับดูแลให้หน่วยงานผู้ร้องขอต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์ในอำนาจหน้าที่ของตน รวมถึงการดูแลรักษาข้อมูลส่วนบุคคลให้มีความมั่นคงปลอดภัย ไม่มีการเปิดเผยหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังบุคคลที่ไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว บริษัทจะกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมให้มีการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

5. ระยะเวลาในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของไว้ในระยะเวลาเท่าที่ข้อมูลนั้นยังมีความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเท่านั้น ตามรายละเอียดที่ได้กำหนดไว้ในนโยบาย ประกาศหรือตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เมื่อพ้นระยะเวลาและข้อมูลส่วนบุคคลสิ้นความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวแล้ว บริษัทจะทำการลบ ทำลายข้อมูลส่วนบุคคล หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถระบุตัวตนได้ต่อไป ตามรูปแบบและมาตรฐานการลบทำลายข้อมูลส่วนบุคคลที่กฎหมายประกาศกำหนดหรือตามมาตรฐานสากล อย่างไรก็ดี ในกรณีที่มีข้อพิพาท การใช้สิทธิหรือคดีความอันเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทขอสงวนสิทธิในการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้นต่อไปจนกว่าข้อพิพาทนั้นจะได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาถึงที่สุด

6. การให้บริการโดยบุคคลที่สามหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลช่วง

บริษัทอาจมีการมอบหมายหรือจัดซื้อจัดจ้างบุคคลที่สาม (ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล) ให้ทำการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลแทนหรือในนามของบริษัท ซึ่งบุคคลที่สามดังกล่าวอาจเสนอบริการในลักษณะต่างๆ เช่น การเป็นผู้ดูแล (Hosting) รับงานบริการช่วง (Outsourcing) หรือเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ (Cloud Computing Service Provider) หรือเป็นงานในลักษณะการจ้างทำของในรูปแบบอื่น เป็นต้น

การมอบหมายให้บุคคลที่สามทำการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในฐานะผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้น บริษัทจะจัดให้มีข้อตกลงระบุสิทธิและหน้าที่ของบริษัทในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและของบุคคลที่บริษัทมอบหมายในฐานะผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึงกำหนดรายละเอียดประเภทข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทมอบหมายให้ประมวลผล รวมถึงวัตถุประสงค์ ขอบเขตในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลและข้อตกลงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามขอบเขตที่ระบุในข้อตกลงและตามคำสั่งของบริษัทเท่านั้น โดยไม่สามารถประมวลผลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้

ในกรณีที่ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีการมอบหมายผู้ให้บริการช่วง (ผู้ประมวลผลช่วง) เพื่อทำการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลแทนหรือในนามของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ดังนี้ บริษัทจะกำกับให้ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลจัดให้มีเอกสารข้อตกลงระหว่างผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลกับผู้ประมวลผลช่วง ในรูปแบบและมาตรฐานที่ไม่ต่ำกว่าข้อตกลงระหว่างบริษัทกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

7. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะดำเนินการตามประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 บริษัทมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยการจำกัดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลให้สามารถเข้าถึงได้โดยพนักงานเฉพาะรายหรือบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่หรือได้รับมอบหมายที่มีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลดังกล่าวตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไว้แล้วเท่านั้น ซึ่งบุคคลดังกล่าวจะต้องยึดมั่นและปฏิบัติตามมาตรการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทอย่างเคร่งครัด ตลอดจนมีหน้าที่รักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลที่ตนเองรับรู้จากการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ โดยบริษัทมีมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูล ทั้งมาตรการเชิงองค์กร (organizational measures) มาตรการเชิงเทคนิค (Technical measures) และมาตรการป้องกันทางกายภาพ (Physical measures) เพื่อธำรงไว้ซึ่งความลับ ความถูกต้องครบถ้วน และสภาพความพร้อมใช้งานของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการเข้าถึง เก็บรวบรวม เปลี่ยนแปลง แก้ไข ใช้ และ/หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบที่เป็นไปตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนด โดยมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยดังกล่าว จะคำนึงถึงความเหมาะสมตามระดับความเสี่ยง โดยนำปัจจัยทางเทคโนโลยี บริบท สภาพแวดล้อม มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับสำหรับหน่วยงานหรือกิจการในประเภทหรือลักษณะเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ลักษณะและวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพยากรที่ต้องใช้ และความเป็นไปได้ในการดำเนินการมาพิจารณาประกอบกัน

นอกจากนี้ เมื่อบริษัทมีการส่ง โอน หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลที่สาม ไม่ว่าเพื่อการให้บริการตามพันธกิจ ตามสัญญา หรือข้อตกลงในรูปแบบอื่น บริษัทจะกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความลับที่เหมาะสมและเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อยืนยันว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทประมวลผลจะมีความมั่นคงปลอดภัยอยู่เสมอ

8. เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ กำกับและให้คำแนะนำในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการประสานงานและให้ความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

9. สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้กำหนดสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไว้หลายประการ บริษัทเคารพต่อสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้กำหนด โดยบริษัทได้มีการจัดทำกระบวนการรับคำขอและตอบสนองต่อการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงมีช่องทางให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถติดต่อ ร้องเรียน เกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท ท่านสามารถใช้สิทธิดังต่อไปนี้ได้โดยติดต่อเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) ตามช่องทางในข้อ 12

1) สิทธิขอถอนความยินยอม (Right to Withdraw Consent) — ในกรณีที่บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยอาศัยความยินยอมของท่าน ท่านมีสิทธิถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ (การถอนความยินยอมไม่กระทบต่อการประมวลผลที่ทำไปแล้วก่อนถอน)

2) สิทธิขอเข้าถึงข้อมูล (Right of Access) — ขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทเก็บรักษาไว้ รวมถึงขอให้เปิดเผยที่มาของข้อมูลที่ไม่ได้ให้ความยินยอม

3) สิทธิขอให้โอนย้ายข้อมูล (Right to Data Portability) — ขอรับข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบที่อ่านได้ด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติ และขอให้ส่งหรือโอนข้อมูลนั้นไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลรายอื่นเมื่อสามารถทำได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ

4) สิทธิคัดค้านการประมวลผล (Right to Object) — คัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน

5) สิทธิขอให้ลบหรือทำลายข้อมูล (Right to Erasure) — ขอให้ลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ เมื่อข้อมูลนั้นหมดความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ที่เก็บรวบรวม หรือเมื่อท่านถอนความยินยอมและบริษัทไม่มีฐานทางกฎหมายอื่นในการเก็บต่อ

6) สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูล (Right to Restrict Processing) — ขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการชั่วคราว เช่นระหว่างที่บริษัทกำลังตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลตามคำขอของท่าน

7) สิทธิขอให้แก้ไขข้อมูล (Right to Rectification) — ขอให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ถูกต้อง หรือเพิ่มเติมข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

8) สิทธิร้องเรียน (Right to Lodge a Complaint) — กรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลพบว่าบริษัทมิได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีสิทธิร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

บริษัทจะพิจารณาและแจ้งผลการดำเนินการตามคำขอใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ สิทธิบางประการอาจถูกจำกัดได้ตามที่กฎหมายอนุญาต เช่น กรณีที่บริษัทมีความจำเป็นต้องเก็บข้อมูลต่อไปเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเพื่อก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย (เช่น กรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับใบสมัครงานตามข้อ 15)

10. โทษของการไม่ปฏิบัติตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานของบริษัทต้องให้ความสำคัญและรับผิดชอบในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่นโยบายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

การไม่ปฏิบัติตามนโยบายอาจมีผลเป็นความผิดและถูกลงโทษทางวินัยตามกฎเกณฑ์ของสำนักงาน ความรับผิดทางปกครอง และ/หรือความรับผิดทางอาญา ทั้งนี้ ตามแต่กรณีและความสัมพันธ์ที่มีต่อสำนักงานและอาจได้รับโทษตามที่กำหนดโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 รวมทั้งกฎหมายลำดับรอง กฎ ระเบียบ คำสั่งที่เกี่ยวข้อง

11. การปรับปรุงแก้ไขนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทอาจพิจารณาปรับปรุง แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้ตามที่เห็นสมควร และจะทำการแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบผ่านช่องทางเว็บไซต์ www.lifeandliving.co.th โดยมีวันที่มีผลบังคับใช้ของแต่ละฉบับแก้ไขกำกับอยู่ อย่างไรก็ดี บริษัทขอแนะนำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องโปรดตรวจสอบเพื่อรับทราบนโยบายฉบับใหม่อย่างสม่ำเสมอผ่านเว็บไซต์และ/หรือแอปพลิเคชั่น หรือช่องทางเฉพาะกิจกรรมที่บริษัทกำหนด

12. การติดต่อสอบถาม

การติดต่อสอบถาม มีข้อสงสัย ข้อเสนอแนะ หรือข้อกังวลเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านว่าสอดคล้องกับกฎหมายหรือเกี่ยวกับนโยบายนี้ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่

1) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller)

ชื่อ: บริษัทไลฟ แอนด์ ลีฟวิ่ง จำกัด

สถานที่ติดต่อ: 425 หมู่ 10 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา ชลบุรี 20210

2) เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer: DPO)

ชื่อ: บริษัทไลฟ แอนด์ ลีฟวิ่ง จำกัด

สถานที่ติดต่อ: 425 หมู่ 10 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา ชลบุรี 20210

ช่องทางการติดต่อ: dpo@lifeandliving.co.th

ภาคผนวกสำหรับแอปพลิเคชัน TIME Stamp

ภาคผนวกสำหรับแอปพลิเคชัน TIME Stamp (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2569) — ข้อ 13 ถึง 16 ด้านล่างนี้ เพิ่มเติมจากประกาศนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับหลักของบริษัท (พ.ศ. 2566) ข้างต้น เพื่ออธิบายการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นเฉพาะในแอปพลิเคชันนี้ ทั้งฝั่งผู้สมัครงานและฝั่งพนักงาน โดยไม่ได้ยกเลิกหรือแก้ไขข้อความในข้อ 1 ถึง 12 แต่อย่างใด

13. ข้อมูลของผู้สมัครงาน

สำหรับบุคคลทั่วไปที่สมัครสมาชิกและ/หรือยื่นใบสมัครงานผ่านแอปพลิเคชันนี้ ("ผู้สมัครงาน") บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังต่อไปนี้ เท่าที่จำเป็นต่อการพิจารณารับสมัครงาน

ข้อมูลบัญชี: ชื่อ นามสกุล อีเมล รหัสผ่าน (จัดเก็บแบบเข้ารหัสทางเดียว ไม่สามารถกู้คืนเป็นข้อความต้นฉบับได้)

ข้อมูลโปรไฟล์ผู้สมัคร: วันเกิด สัญชาติ เบอร์โทรศัพท์ LINE ID ที่อยู่ ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน ทักษะ ภาษาที่ใช้ได้ ใบรับรอง ความต้องการด้านตำแหน่งงาน เงินเดือนที่คาดหวัง รูปโปรไฟล์ และเรซูเม่

ข้อมูลใบสมัครงาน: จดหมายสมัครงาน วันที่พร้อมเริ่มงาน ความยินยอมที่ให้ไว้ในแต่ละใบสมัคร (พร้อมเวอร์ชันและเวลา) และประวัติการเปลี่ยนสถานะใบสมัคร

บริษัทไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ จากผู้สมัครงาน ในทุกขั้นตอนของการสมัครงานผ่านแอปพลิเคชันนี้

บริษัทไม่เก็บรวบรวมเลขบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาบัตรประชาชน ศาสนา ข้อมูลสุขภาพ หรือประวัติอาชญากรรม ในขั้นตอนการสมัครงานผ่านแอปพลิเคชันนี้ (ข้อมูลอ่อนไหวเหล่านี้จะถูกเก็บก็ต่อเมื่อผู้สมัครได้รับการตอบรับเข้าทำงานจริง ผ่านกระบวนการฝ่ายบุคคลตามปกตินอกแอปพลิเคชันนี้ ซึ่งจะมีการขอความยินยอมแยกต่างหากอีกครั้ง)

ผู้สมัครงานเลือกได้ว่าจะยินยอมให้บริษัทเก็บประวัติไว้พิจารณาตำแหน่งอื่นในอนาคตด้วยหรือไม่ (ติ๊กเลือกได้ในแต่ละใบสมัคร) ระยะเวลาเก็บข้อมูลกรณีนี้เป็นไปตามข้อ 15

14. ข้อมูลใบหน้าของพนักงาน

สำหรับบุคลากรของบริษัทที่ใช้แอปพลิเคชันนี้ในฐานะพนักงาน ("พนักงาน") บริษัทเก็บรวบรวมภาพใบหน้าของพนักงานเป็นข้อมูลชีวภาพ (ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวตามมาตรา 26) โดยขอความยินยอมโดยชัดแจ้งก่อนเก็บรวบรวมทุกครั้ง

วัตถุประสงค์: ใช้เปรียบเทียบยืนยันตัวตนของพนักงานเฉพาะกรณีที่เข้าสู่ระบบจากอุปกรณ์เครื่องใหม่ที่ไม่เคยลงทะเบียนไว้ (มาตรการ "1 คน 1 เครื่อง") เพื่อป้องกันมิให้บุคคลอื่นสวมรอยเข้าใช้งานบัญชีของพนักงาน

บริษัทเก็บภาพใบหน้าไว้ในระบบจัดเก็บไฟล์ที่จำกัดสิทธิการเข้าถึงเฉพาะระบบที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่นำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากที่ระบุไว้ เช่น ไม่ใช้เพื่อการตลาดหรือส่งต่อให้บุคคลภายนอก และเก็บรักษาไว้ตราบเท่าที่ยังเป็นพนักงานของบริษัทหรือตามระเบียบของฝ่ายบุคคล พนักงานสามารถขอตรวจสอบหรือขอให้ลบภาพใบหน้าที่ลงทะเบียนไว้ได้จากเมนู "ลงทะเบียนใบหน้า" ในหน้า "ฉัน"

15. ระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูล (เฉพาะแอปพลิเคชัน TIME Stamp)

ผู้สมัครงาน

บัญชีที่ยังไม่ลบ: เก็บไว้ตราบเท่าที่ท่านยังไม่ขอลบบัญชี

เมื่อท่านลบบัญชี: ข้อมูลระบุตัวตน (ชื่อ เบอร์โทร อีเมล รูป) ในบัญชีและในใบสมัครงานทุกใบของท่าน (รวมใบที่ปิดไปแล้ว) จะถูกทำให้ไม่สามารถระบุตัวตนได้ทันที และไฟล์โปรไฟล์ (รูป/เรซูเม่หลัก) จะถูกลบทันที ส่วนสำเนาไฟล์แนบที่อยู่ในใบสมัครแต่ละใบจะถูกลบภายใน 30 วันนับจากวันที่ลบบัญชี

ใบสมัครงานที่ปิดแล้ว (ไม่ผ่านการพิจารณา/ถอนใบสมัคร) และท่านไม่ได้ยินยอมให้เก็บประวัติไว้พิจารณาตำแหน่งอื่นในอนาคต: เก็บไว้ไม่เกิน 1 ปีนับจากวันที่ใบสมัครปิด จากนั้นจะถูกทำให้ไม่สามารถระบุตัวตนได้โดยอัตโนมัติ

กรณีมีข้อพิพาทหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับใบสมัครงาน บริษัทขอสงวนสิทธิเก็บข้อมูลที่จำเป็นไว้ต่อจนกว่าข้อพิพาทนั้นจะถึงที่สุด

พนักงาน

ข้อมูลใบหน้า ตำแหน่งที่ตั้งขณะลงเวลา และข้อมูลการทำงาน (เวลาเข้าออก ใบลา OT) เก็บรักษาตามระเบียบฝ่ายบุคคลและระยะเวลาที่กฎหมายแรงงาน/กฎหมายภาษีกำหนด (บัญชีพนักงานไม่สามารถขอลบได้เองผ่านแอปพลิเคชัน — ดูข้อ 16)

16. วิธีการขอลบบัญชีและข้อมูล

ผู้สมัครงาน (สมาชิก)

ในแอปพลิเคชัน: แท็บ "ฉัน" → "ลบบัญชี" → ยืนยันด้วยรหัสผ่าน → ยืนยันอีกครั้ง — ระบบดำเนินการทันทีตามที่อธิบายไว้ในข้อ13-15

ผ่านเว็บไซต์ (กรณีไม่มีแอปพลิเคชันแล้ว): https://directbuilder-pronetwork.net/account-deletion — กรอกอีเมล รับรหัสยืนยันทางอีเมล แล้วกรอกรหัสเพื่อยืนยันการลบ

ทั้งสองช่องทางไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถสมัครสมาชิกใหม่ด้วยอีเมลเดิมได้ทันทีหลังลบบัญชีสำเร็จ

พนักงาน

บัญชีพนักงานออกให้และดูแลโดยฝ่ายบุคคลของบริษัท พนักงานไม่สามารถขอลบบัญชีได้เองผ่านแอปพลิเคชัน — โปรดติดต่อฝ่ายบุคคลหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ข้อ 12) เพื่อใช้สิทธิตามข้อ 9

BUILDSPHERE TECHNOLOGIES COMPANY LIMITED

นโยบายความเป็นส่วนตัวสำหรับการใช้งานเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน

นโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับนี้ ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “นโยบาย” บังคับใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565 โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 คำนิยาม

ภายในนโยบายฉบับนี้

(ก) “เว็บไซต์และแอปพลิเคชัน” หมายความว่า เว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ชื่อว่า BuildSphere (บิลด์สเฟียร์) และมีที่อยู่เว็บไซต์ที่ https://www.buildsphere.co.th/

(ข) “ผู้ควบคุมข้อมูล” หมายความว่า ผู้ให้บริการหรือเจ้าของเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ตามนโยบายฉบับนี้ อันได้แก่ บริษัท บิลด์สเฟียร์ เทคโนโลยี จำกัด (BUILDSPHERE TECHNOLOGIES COMPANY LIMITED) ทะเบียนนิติบุคคลเลขที่ 0205568057751 สำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 425 หมู่ที่ 10 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จ.ชลบุรี 20110

(ค) “ผู้ประมวลผลข้อมูล” หมายความว่า บุคคลภายนอกซึ่งประมวลข้อมูลเพื่อประโยชน์หรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูล

(ง) “ข้อมูล” หมายความว่า สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้เรื่องราวข้อเท็จจริง ข้อมูล หรือสิ่งใดๆ ไม่ว่าการสื่อความหมายนั้นจะทำได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดยผ่านวิธีการใดๆ และไม่ว่าจะได้จัดทำไว้ในรูปของเอกสาร แฟ้ม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด ภาพถ่าย ฟิล์ม การบันทึกภาพหรือเสียง การบันทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีอื่นใดที่ทำให้สิ่งที่บันทึกไว้ปรากฏได้

(จ) “ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลธรรมดาใดๆ ซึ่งทำให้สามารถระบุตัวของบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

(ฉ) “ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว” หรือ “Sensitive Data” หมายความว่า ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนา หรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ พันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ ข้อมูลภาพจำลองใบหน้า ม่านตา หรือลายนิ้วมือ ข้อมูลสหภาพแรงงาน หรือข้อมูลอื่นใดซึ่งคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ประกาศให้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว

(ช) “ผู้ใช้งาน” หมายความว่า ท่าน ผู้เยี่ยมชม ผู้ใช้ ผู้เป็นสมาชิกของเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามนโยบายฉบับนี้

ข้อ 2 ความยินยอมของผู้ใช้งาน

ในการเข้าใช้งานเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ผู้ใช้งานตกลงและให้ความยินยอมเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ดังต่อไปนี้

(ก) วัตถุประสงค์แห่งการเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

ผู้ใช้งานรับทราบ ตกลง และยินยอมให้ผู้ควบคุมข้อมูลและผู้ประมวลผลข้อมูลเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้เท่านั้น

การติดต่อสอบถามการบริการของบริษัท บิลด์สเฟียร์ เทคโนโลยี จำกัด (สำนักงานใหญ่) ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการประชาสัมพันธ์และการตลาดต่างๆ

(ข) ข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมและใช้

ผู้ใช้งานรับทราบ ตกลง และยินยอมให้ผู้ควบคุมข้อมูลและผู้ประมวลผลข้อมูลเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ดังต่อไปนี้เท่านั้น

ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ อีเมล

(ค) ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้ใช้งานรับทราบ ตกลง และยินยอมให้ผู้ควบคุมข้อมูลและผู้ประมวลผลข้อมูลเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 36 (สามสิบหก) เดือนนับจากวันที่ได้มีความยินยอมให้เก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลตามนโยบายฉบับนี้

ข้อ 3 การเชื่อมโยงข้อมูลของผู้ใช้งานเว็บไซต์และแอปพลิเคชันกับผู้ให้บริการบุคคลที่สาม

ผู้ใช้งานรับทราบ ตกลง และยินยอมให้ผู้ควบคุมข้อมูลอาจการเชื่อมโยงข้อมูลของผู้ใช้งานเว็บไซต์และแอปพลิเคชันกับผู้ให้บริการบุคคลที่สาม

ข้อ 4 การติดตามพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของผู้ใช้งาน

ผู้ใช้งานรับทราบ ยินยอม และตกลงให้ผู้ควบคุมข้อมูลอาจใช้ระบบและ/หรือเทคโนโลยีดังต่อไปนี้ในการติดตามพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของผู้ใช้งาน Cookies, Facebook Pixel, Google Tag Manager, Google Ads Tracking, Google Analytic ทั้งนี้ เพื่อวัตถุประสงค์ดังระบุต่อไปนี้เท่านั้น เพื่อพัฒนาการให้บริการและนำเสนอสินค้าที่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้งาน, สำรวจความพึงพอใจ, การวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสาร ตอบคำถามที่เกี่ยวกับการใช้บริการ

ข้อ 5 การถอนความยินยอมของผู้ใช้งาน

ผู้ใช้งานรับทราบว่าผู้ใช้งานมีสิทธิที่จะถอนความยินยอมใดๆ ที่ผู้ใช้งานได้ให้ไว้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลตามนโยบายฉบับนี้ได้ ไม่ว่าเวลาใดโดยการดำเนินการ ดังต่อไปนี้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรที่ info@buildsphere.co.th โดยผู้ใช้งานยังรับทราบอีกว่าเมื่อผู้ใช้งานได้ดำเนินการถอนความยินยอมแล้ว ผู้ใช้งานจะได้รับผลกระทบ ดังต่อไปนี้ ผู้ใช้งานอาจจะได้รับการบริการที่ไม่เต็มประสิทธิภาพโดยที่ ผู้ใช้งานยังได้ตกลงยอมรับซึ่งผลแห่งการถอนความยินยอมนั้นทั้งสิ้น

ข้อ 6 สิทธิของผู้ใช้งาน

ในการเข้าใช้งานเว็บไซต์และแอปพลิเคชันตามนโยบายฉบับนี้และการให้ความยินยอมใดๆ ตามนโยบายฉบับนี้ ผู้ใช้งานได้รับทราบถึงสิทธิของตนในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นอย่างดีแล้ว อันรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงสิทธิของผู้ใช้งาน ดังต่อไปนี้

(ก) ผู้ใช้งานอาจถอนความยินยอมที่ให้ไว้ตามนโยบายฉบับนี้เมื่อใดก็ได้ โดยการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ผู้ควบคุมข้อมูลตามวิธีและช่องทางที่กำหนดในนโยบายฉบับนี้

(ข) ผู้ใช้งานมีสิทธิการเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของตนหรือที่เกี่ยวข้องกับตนที่ผู้ควบคุมข้อมูลได้เก็บรวบรวมเอาไว้ตามนโยบายฉบับนี้

(ค) ผู้ใช้งานมีสิทธิได้รับการเปิดเผยจากผู้ควบคุมข้อมูลถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลของตนหรือที่เกี่ยวข้องกับตนซึ่งตนไม่ได้ให้ความยินยอม หากว่ามีกรณีเช่นว่า

(ง) ผู้ใช้งานอาจให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของตนหรือที่เกี่ยวข้องกับตนไปยังผู้ควบคุมข้อมูลรายอื่น รวมถึงการขอรับข้อมูลที่ได้ส่งหรือโอนดังกล่าวโดยตรงจากผู้ควบคุมข้อมูลที่ส่งหรือโอนข้อมูลนั้นด้วย

(จ) ผู้ใช้งานอาจคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตนหรือที่เกี่ยวข้องกับตนได้ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) ผู้ควบคุมข้อมูลเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานด้วยความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลหรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ใช้งานอาจพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าผู้ควบคุมข้อมูล

(2) ผู้ควบคุมข้อมูลเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานเพื่อเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลซึ่งผู้ใช้งานอาจพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าผู้ควบคุมข้อมูล

(3) ผู้ควบคุมข้อมูลเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไปเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการตลาดแบบตรง

(4) ผู้ควบคุมข้อมูลเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไปเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ โดยที่การศึกษาวิจัยนั้นไม่มีความจำเป็นในการดำเนินการเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สาธารณะ

(ฉ) ผู้ใช้งานอาจให้ผู้ควบคุมข้อมูลดำเนินการลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลไม่สามารถระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของข้อมูลได้ ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาไว้ตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น

(2) เมื่อผู้ใช้งานซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ถอนความยินยอมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นและผู้ควบคุมข้อมูลนั้นไม่มีอำนาจอื่นตามกฎหมายที่จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้อีกต่อไป

(3) เมื่อผู้ใช้งานได้คัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย

(4) เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลได้ถูกเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

(ช) ผู้ใช้งานอาจให้ผู้ควบคุมข้อมูลระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นโดยยังคงเก็บรักษาเอาไว้ได้อยู่ ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) ผู้ควบคุมข้อมูลอยู่ในระหว่างการถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งผู้ใช้งานได้ร้องเรียนให้มีการตรวจสอบดังกล่าว

(2) ข้อมูลส่วนบุคคลได้ถูกเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

(3) ในกรณีที่ผู้ใช้งานมีความจำเป็นต้องการให้ผู้ควบคุมข้อมูลเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอาไว้เพื่อประโยชน์ในสิทธิเรียกร้องของผู้ใช้งานเอง อันได้แก่ การก่อสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายของผู้ใช้งาน การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ผู้ใช้งานอาจให้ผู้ควบคุมข้อมูลเพียงระงับการใช้ข้อมูลแทนการดำเนินการลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลไม่สามารถระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของข้อมูลได้

(4) ผู้ควบคุมข้อมูลอยู่ในระหว่างการพิสูจน์หรือตรวจสอบเพื่อปฏิเสธการคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งผู้ใช้งานได้คัดค้านโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น

(ซ) เมื่อผู้ใช้งานพบเห็นว่าข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานผิด ล้าหลัง ไม่ชัดเชน ผู้ใช้งานมีสิทธิให้ผู้ควบคุมข้อมูลดำเนินการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลนั้นให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้

(ฌ) ผู้ใช้งานอาจร้องเรียนต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีที่เกี่ยวกับการกระทำการฝ่าฝืนหรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ควบคุมข้อมูลและ/หรือผู้ประมวลผลข้อมูล

ข้อ 7 การรักษาความมั่นคงปลอดภัย

ในการเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลตามนโยบายฉบับนี้ ผู้ควบคุมข้อมูลจะจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการสูญหาย การเข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ด้วยมาตรการ มาตรฐาน เทคโนโลยีและ/หรือด้วยระบบ ดังต่อไปนี้มีการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลให้เฉพาะเพียงผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น (Access Right) รวมถึงการควบคุมให้ผู้ประมวลผลข้อมูลมีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่น้อยไปกว่าที่กำหนดในนโยบายฉบับนี้ด้วย

ข้อ 8 การแก้ไขปรับปรุงข้อมูลส่วนบุคคล

ผู้ควบคุมข้อมูลจะจัดให้มีระบบและมาตรการตรวจสอบ ดังต่อไปนี้

(ก) ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

(ข) ลบ ทำลายข้อมูลส่วนบุคคลที่เกินระยะเวลาเก็บรวบรวมที่ผู้ใช้งานได้ให้ความยินยอมเอาไว้ และ

(ค) ลบ ทำลายข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวตามที่ผู้ใช้งานได้ให้ความยินยอมเอาไว้

ข้อ 9 การเก็บรวบรวม ใช้และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ผู้ใช้งานรับทราบและตกลงว่าผู้ควบคุมข้อมูลอาจเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลของผู้ใช้งานได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้งานก่อนล่วงหน้า ทั้งนี้เท่าที่จำเป็นและตราบเท่าที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และในกรณีดังต่อไปนี้เท่านั้น

(ก) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน

(ข) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคลใดๆ

(ค) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งผู้ใช้งานเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นเป็นคู่สัญญาหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของผู้ใช้งานเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญาดังกล่าวนั้น

(ง) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุมข้อมูลหรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลนั้น

(จ) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลหรือของบุคคลอื่นซึ่งประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญมากกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานนั้น

(ฉ) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูล

ทั้งนี้ ผู้ควบคุมข้อมูลจะบันทึกการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานตามวรรคก่อนหน้าไว้เป็นสำคัญ

ข้อ 10 การเก็บรวบรวม ใช้และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Data)

ผู้ใช้งานรับทราบและตกลงว่านอกจากการเก็บรวบรวม ใช้และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งผู้ใช้งานได้ให้ความยินยอมไว้โดยชัดแจ้งให้เก็บรวบรวม ใช้และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามนโยบายฉบับนี้แล้ว ผู้ควบคุมข้อมูลอาจเก็บรวบรวม ใช้และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Data) ของผู้ใช้งานได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้งานก่อนล่วงหน้า ทั้งนี้เท่าที่จำเป็นและตราบเท่าที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และในกรณีดังต่อไปนี้เท่านั้น

(ก) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของผู้ใช้งานเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่สามารถให้ความยินยอมได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม

(ข) เป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะด้วยความยินยอมโดยชัดแจ้งของผู้ใช้งานเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้น

(ค) เป็นการจำเป็นเพื่อการก่อตั้ง การปฏิบัติตาม การใช้หรือการยกขึ้นต่อสู้ซึ่งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย

(ง) เป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อันเกี่ยวกับ

(1) เวชศาสตร์ป้องกันหรืออาชีวเวชศาสตร์ การประเมินความสามารถในการทำงานของลูกจ้าง การวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ การให้บริการด้านสุขภาพหรือด้านสังคม การรักษาทางการแพทย์ การจัดการด้านสุขภาพ หรือระบบและการให้บริการด้านสังคมสงเคราะห์

(2) ประโยชน์สาธารณะด้านการสาธารณสุข เช่น การป้องกันด้านสุขภาพจากโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดที่อาจติดต่อหรือแพร่เข้ามาในราชอาณาจักร หรือการควบคุมมาตรฐานหรือคุณภาพของยา เวชภัณฑ์ หรือเครื่องมือแพทย์ ซึ่งได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมและเจาะจงเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้งานเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลตามหน้าที่หรือตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

(3) การคุ้มครองแรงงาน การประกันสังคม หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิตามกฎหมาย การคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหรือการคุ้มครองทางสังคม ซึ่งการเก็บรวมรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในการปฏิบัติตามสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลหรือผู้ใช้งานเจ้าของข้อมูล โดยได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของผู้ใช้งานเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้น

(4) การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ หรือประโยชน์สาธารณะอื่น ทั้งนี้ ด้วยการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยเพียงเท่าที่จำเป็นและได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของผู้ใช้งานเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ประกาศกำหนด

(5) ประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ โดยได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของผู้ใช้งานเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้น

ทั้งนี้ ผู้ควบคุมข้อมูลจะบันทึกการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานตามวรรคก่อนหน้าไว้เป็นสำคัญ

ข้อ 11 การใช้งานเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของบุคคลซึ่งอยู่ในความปกครอง อนุบาล หรือพิทักษ์ของผู้ใช้งาน

ผู้ใช้งานรับรองว่าจะตนไม่ใช่และจะไม่ยินยอมให้บุคคลซึ่งมีลักษณะ ดังต่อไปนี้ เยี่ยมชม ใช้งาน หรือเป็นสมาชิกของเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน

(ก) คนไร้ความสามารถซึ่งอยู่ในความอนุบาลของผู้ใช้งาน

(ข) คนเสมือนไร้ความสามารถซึ่งอยู่ในความพิทักษ์ของผู้ใช้งาน

ในกรณีที่ผู้ใช้งานยินยอมให้บุคคลลักษณะดังกล่าวข้างต้นเยี่ยมชม ใช้งาน หรือเป็นสมาชิกของเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ผู้ใช้งานตกลงให้ถือว่าผู้ใช้งานได้ใช้อำนาจปกครอง อนุบาล หรือพิทักษ์ของบุคคลดังกล่าว แล้วแต่กรณี ในการตกลงและให้ความยินยอมตามนโยบายฉบับนี้ทั้งสิ้นเพื่อและในนามของบุคคลดังกล่าวด้วย

ข้อ 12 การส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ

ผู้ควบคุมข้อมูลอาจส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานไปยังต่างประเทศได้ในกรณีดังต่อไปนี้

(ก) ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลนั้นมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอตามที่กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

(ข) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยที่ผู้ใช้งานเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้รับแจ้งและรับทราบถึงมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลนั้นแล้ว

(ค) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย

(ง) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งผู้ใช้งานเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญานั้นหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของผู้ใช้งานเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนการเข้าทำสัญญานั้น

(จ) เป็นการกระทำการตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลกับบุคคลอื่นโดยเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้งานเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้น

(ฉ) เพื่อป้องกับหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของผู้ใช้งานเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นหรือบุคคลใดๆ เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้

(ช) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ

ข้อ 13 การแจ้งเตือนเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลทราบถึงการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลไม่ว่าจะมีการละเมิดโดยบุคคลใด ผู้ควบคุมข้อมูลจะดำเนินการดังต่อไปนี้

(ก) ในกรณีมีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลใดๆ ผู้ควบคุมข้อมูลจะแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ชักช้าเท่าที่จะสามารถกระทำได้ภายใน 72 (เจ็ดสิบสอง) ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ

(ข) ในกรณีมีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบอย่างสูงต่อสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลใดๆ ผู้ควบคุมข้อมูลจะแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวและแนวทางการเยียวยาต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและต่อผู้ใช้งานเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้น โดยไม่ชักช้าเท่าที่จะสามารถกระทำได้ภายใน 72 (เจ็ดสิบสอง) ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ

ข้อ 14 การร้องเรียนและการแจ้งปัญหาเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล

ผู้ใช้งานอาจร้องเรียนและรายงานปัญหาเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล อันรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง การขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลแก้ไขปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันและ/หรือให้ถูกต้อง การคัดค้านการเก็บรวบรวมข้อมูล หรือระงับการใช้ข้อมูล ได้ที่ช่องทางดังต่อไปนี้

info@buildsphere.co.th

ข้อ 15 การบันทึกรายการสำคัญ

เว้นแต่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะกำหนดให้สิทธิผู้ควบคุมข้อมูลไว้เป็นเป็นอย่างอื่น ผู้ควบคุมข้อมูลจะบันทึกรายการสำคัญเกี่ยวกับการจัดเก็บ การใช้ หรือการเปิดเผยข้อมูลเป็นหนังสือหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการตรวจสอบจากผู้ใช้งานเจ้าของข้อมูลหรือจากหน่วยงานของรัฐ อันรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงรายการ ดังต่อไปนี้

(ก) ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการเก็บรวบรวม

(ข) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละประเภท

(ค) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูล

(ง) ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

(จ) สิทธิและวิธีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งเงื่อนไขเกี่ยวกับบุคคลที่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและเงื่อนไขในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลนั้น

(ฉ) การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากผู้ใช้งานเจ้าของข้อมูล

(ช) การปฏิเสธคำขอและการคัดค้านต่างๆ

(ซ) รายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อ 16 การแก้ไขเปลี่ยนแปลงนโยบาย

ผู้ควบคุมข้อมูลอาจแก้ไขและเปลี่ยนแปลงข้อความในนโยบายฉบับนี้ได้ ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม และไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน โดยผู้ควบคุมข้อมูลจะแจ้งให้ผู้ใช้งานทราบเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละคราวเพื่อให้ผู้ใช้งานได้พิจารณาและดำเนินการยอมรับด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด และหากว่าผู้ใช้งานได้ดำเนินการเพื่อยอมรับนั้นแล้วให้ถือว่านโยบายที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายฉบับนี้ด้วย อนึ่ง ผู้ใช้งานอาจเข้าถึงนโยบายความเป็นส่วนตัวที่มีการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงล่าสุดได้จากแหล่งที่ผู้ควบคุมข้อมูลจัดแสดงไว้จากช่องทาง ดังต่อไปนี้ https://www.buildsphere.co.th/

ข้อ 17 ความสัมพันธ์ของคู่สัญญา

โดยที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเข้าใจและทราบดีว่า การเข้าทำนโยบายฉบับนี้ไม่ทำให้คู่สัญญาและพนักงานของคู่สัญญาแต่ละฝ่ายมีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานหรือเป็นหุ้นส่วนกันตามกฎหมายหุ้นส่วนและบริษัทแต่อย่างใด

ข้อ 18 การโอนสิทธิ

เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นอย่างชัดแจ้งในนโยบายฉบับนี้ คู่สัญญาตกลงจะไม่โอนสิทธิ หน้าที่ และ/หรือความรับผิดตามนโยบายฉบับนี้ให้แก่บุคคลใดโดยมิได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการล่วงหน้าก่อน

ข้อ 19 การสละสิทธิ

การที่ผู้ควบคุมข้อมูลไม่ใช้สิทธิหรือใช้สิทธิล่าช้าในเรื่องหนึ่งเรื่องใดหรือคราวหนึ่งคราวใดก็ดี มิให้ถือว่าผู้ควบคุมข้อมูลสละสิทธิในเรื่องดังกล่าว และการที่ผู้ควบคุมข้อมูลใช้สิทธิแต่เพียงบางส่วนหรือสละสิทธิในเรื่องหนึ่งเรื่องใดหรือคราวหนึ่งคราวใด ก็มิให้ถือว่าเป็นการสละสิทธิในเรื่องอื่นหรือในคราวอื่นด้วย

ข้อ 20 การแยกส่วนของนโยบาย

หากมีข้อความหรือข้อตกลงใดในนโยบายฉบับนี้ที่ตกเป็นโมฆะ ไม่สมบูรณ์ หรือไม่มีผลบังคับใช้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม คู่สัญญาตกลงให้ข้อความและข้อตกลงอื่นๆ ในนโยบายฉบับนี้ยังคงมีผลสมบูรณ์และผูกพันคู่สัญญาอยู่เสมือนหนึ่งว่าไม่มีส่วนที่เป็นโมฆะ ไม่สมบูรณ์ หรือไม่มีผลบังคับใช้นั้นอยู่ในนโยบายฉบับนี้

ข้อ 21 กฎหมายที่ใช้บังคับ

นโยบายฉบับนี้ให้อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายของประเทศไทย

ข้อ 22 การระงับข้อพิพาท

หากมีข้อโต้เถียง ข้อขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากนโยบายฉบับนี้ หากคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ คู่สัญญาตกลงจะนำข้อพิพาทดังกล่าวขึ้นฟ้องต่อศาลในประเทศไทย